รมช.เกษตรฯ สั่งเร่งนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคลัมปีสกิน

“ประภัตร” รมช.เกษตรฯ สั่งเร่งนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคลัมปีสกิน แพร่ระบาดในโค-กระบือ กว่า 20 จังหวัด 

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดโรคลัมปีสกิน (LSDV)ในโคกระบือ ว่า ล่าสุดได้สั่งการให้อธิบดีกรมปศุสัตว์เร่งรัดให้นำเข้าวัคซีนป้องกันโรคลัมปีสกิน (LSDV) เพื่อใช้ในการควบคุมและป้องกันโรคในโค-กระบือที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ประมาณ 20 จังหวัด ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่ง ที่นำมาใช้ร่วมกับมาตรการด้านอื่นๆ ตามที่กรมปศุสัตว์ได้มีการเผยแพร่ไปยังเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ อย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง เพื่อเร่งสร้างความเข้าใจและขอความร่วมมือในการควบคุมและป้องกันโรคดังกล่าวให้สงบลงโดยเร็ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2564 กรมปศุสัตว์รายงานว่า ได้เกิดการระบาดของโรคนี้ในประเทศเมียนมาร์ จึงได้มีการสั่งการให้มีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดในทุกด่านตามแนวชายแดน ได้ตรวจติดตามสถานการณ์ที่​ จ.ตาก​ ทันที จนเกิดการปิดด่านตามแนวชายแดน และตรวจการลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์อย่างเข้มข้นตามแนวทางที่กรมปศุสัตว์เสนอมาจนถึงปัจจุบัน​ อย่างไรก็ตาม แม้ดำเนินมาตรการต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ได้เกิดโรคดังกล่าวขึ้นโดยเกิดครั้งแรกในประเทศไทยที่​ จ.ร้อยเอ็ด และปัจจุบันก็ได้เกิดโรคนี้ลุกลามในพื้นที่จังหวัดต่างๆ แล้วประมาณ 20 จังหวัด โดยโค-กระบือสัตว์ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีอัตราการตายที่ค่อนข้างต่ำ แต่ก็ทำให้เกิดความเสียหายด้านอื่นๆ ตามมา กระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเรื่องดังกล่าว ได้กำชับและให้แนวทางแก่กรมปศุสัตว์ในการดำเนินมาตรการต่างๆ ให้ได้รับความร่วมมือที่ดีจากเกษตรกร และผู้เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่

ด้าน​ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ได้มีการดำเนินมาตรการต่างๆ หลายด้านอย่างเข้มข้น รวมถึงได้มีการสั่งซื้อวัคซีน LSDV จาก บ. Inter vet intetnational BV ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีโรงงานผลิตในประเทศแอฟริกาใต้รวม 60,000 โด๊ส ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการประสานงานเพื่อส่งมอบวัคซีนให้กับประเทศไทย ซึ่งหากกระบวนการดังกล่าวไม่มีอะไรติดขัด ทางผู้ขายจะใช้เวลาในการส่งมอบทางเครื่องบิน 3 วัน ซึ่งประเมินไว้ในเบื้องต้นว่า จะได้รับวัคซีน LSDV ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 หลังจาก ผ่านกระบวนการต่างๆตามขั้นตอนในประเทศไทยแล้ว กรมฯ จะกระจายวัคซีนให้ถึงเกษตรกรเป้าหมายในพื้นที่เกิดโรค และในพื้นที่เสี่ยงสูงโดยเร็วที่สุด ภายใต้การกำกับดูแลของกรมปศุสัตว์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *