“ประมง” เตือนผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ให้เฝ้าระวังโรคในช่วงเปลี่ยนฤดู

กรมประมงเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ให้เฝ้าระวังโรคในช่วงเปลี่ยนฤดู แนะมาตรการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงตลอดสายการผลิต

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงได้มีระบบการเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำทั้งแบบเชิงรุกและเชิงรับอย่างต่อเนื่อง โดยจากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในขณะนี้พบรายงานว่ามีการทยอยตายของ “กุ้งก้ามกราม” ในเขตการเลี้ยงของพื้นที่จังหวัดนครปฐม และราชบุรี มากผิดปกติ ซึ่งจากการวิเคราะห์คาดว่ามีสาเหตุมาจากการได้รับเชื้อก่อโรค หรือมีปัจจัยโน้มนำทางสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น สภาพพื้นบ่อไม่เหมาะสม มีการสะสมของเสีย หรือมีปริมาณสารอินทรีย์ในบ่อมากเกินไป  คุณภาพน้ำระหว่างการเลี้ยงไม่เหมาะสมหรือค่าคุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง  ค่าปริมาณแอมโมเนียรวมในน้ำเพิ่มสูงขึ้น ในกรณีหลังฝนตกพีเอชของน้ำและอุณหภูมิน้ำเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนกุ้งปรับตัวไม่ทัน เป็นต้น  ซึ่งอาจกระตุ้นให้กุ้งก้ามกรามอ่อนแอ ตาย และเพิ่มระดับความรุนแรงเมื่อเกิดโรคในฟาร์มได้

กรมประมงจึงขอแจ้งเตือนให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามได้หมั่นสังเกต และเฝ้าระวัง ลักษณะอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในช่วงนี้เพื่อป้องกันความเสียหาย ดังนี้

  1. กุ้งมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น กินอาหารลดลง เคลื่อนไหวช้า เกยขอบบ่อ ว่ายน้ำผิดปกติ
  2. สีลำตัวเปลี่ยน เช่น สีซีด พบกล้ามเนื้อขาวขุ่น ลำตัวเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดง
  3. มีรอยโรคหรือจุดสีดำบนเปลือก ลำตัว หรือรยางค์
  4. เปลือกกร่อน รยางค์กร่อน
  5. ตับและตับอ่อนมีสีซีดหรือมีสีที่เปลี่ยนไป มีขนาดเล็กลงหรือฝ่อลีบ
  6. ลำไส้ว่างไม่มีอาหาร และ
  7. พบกุ้งทยอยตาย หรือมีอัตราการตายมากผิดปกติ

นอกจากนี้ กรมประมงยังได้ร่วมกับคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ​ (สวทช.) และนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดทำมาตรการในการป้องกันการเกิดโรคในการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามทั้งระบบตลอดสายการผลิต เพื่อส่งเสริมให้มีสุขภาพดี แข็งแรง ทนต่อเชื้อโรค (ดังตารางแนบ)

สำหรับแนวทางในการจัดการกรณีพบกุ้งป่วย หรือกุ้งทยอยตาย หรือตรวจพบการติดเชื้อ  ขอให้เกษตรกรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

  1. แจ้งเจ้าหน้าที่กรมประมงในพื้นที่ เพื่อร่วมหาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขเบื้องต้น ตลอดจนเข้าเก็บตัวอย่างส่งห้องปฏิบัติการ
  2. ไม่เคลื่อนย้ายกุ้งและทิ้งน้ำจากบ่อกุ้งป่วยออกสู่ภายนอกฟาร์ม
  3. กรณีตรวจพบกุ้งติดเชื้อไวรัสและมีอาการป่วยควรดำเนินการตัดวงจรเชื้อโรค ดังนี้

3.1) ใช้สารฆ่าพาหะเพื่อกำจัดกุ้งในบ่อและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส จากนั้นทิ้งน้ำไว้ อย่างน้อย 2 สัปดาห์

3.2) ทำการฆ่าเชื้อไวรัสด้วยการใส่คลอรีน  65% ในอัตรา 50 กก./ไร่ ที่ระดับน้ำลึกประมาณ 1.2 เมตร ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง

3.3) ปล่อยน้ำลงสู่บ่อพัก หรือหากปล่อยสู่แหล่งน้ำภายนอกต้องมั่นใจว่าไม่มีคลอรีนหลงเหลืออยู่ เพื่อความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อม หากคงเหลือให้ตากบ่ออีก 24-48 ชั่วโมง หรือ เติมโซเดียม ไทโอซัลเฟต

3.4) ตากบ่อให้แห้งและให้หยุดกิจกรรมภายในบ่อนานไม่น้อยกว่า 14 วัน

  1. กรณีสามารถควบคุมอัตราการตายได้ และต้องการประคองการเลี้ยงจนสามารถจับขายได้

ควรดำเนินการดังนี้

4.1) มีการจัดการเลี้ยงที่ดี ควบคุมคุณภาพน้ำ  ปริมาณออกซิเจนเพียงพอ และให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสม

4.2) ไม่ใช้อุปกรณ์การเลี้ยงร่วมกับบ่ออื่นๆที่ไม่พบกุ้งป่วย

4.3) ไม่ปล่อยน้ำบ่อที่ตรวจพบเชื้อออกสู่ภายนอก

4.4) ควบคุมปริมาณสารอินทรีย์ในบ่อ จัดการการเลี้ยงและคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

4.5) เมื่อจับกุ้งขาย ให้ดำเนินการลดเชื้อในน้ำก่อนจับด้วยคลอรีน และจับกุ้งด้วยการลากอวน  จากนั้นฆ่าเชื้อในบ่อและน้ำหลังการจับ ก่อนปล่อยออกสู่ภายนอกฟาร์ม

เกษตรกรควรติดตามข่าวสารการพยากรณ์อากาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด  และหากมีปัญหาในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือ มีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคสัตว์น้ำ สามารถขอรับคำปรึกษาและคำแนะนำได้ที่ กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรมประมง หมายเลข​โทรศัพท์ 0 2579 4122 หรือเว็บไซต์​ https://www4.fisheries.go.th/…/index…/main/personel/1272  หรือ Line ID : 443kvkee

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *